ตอนแรกตั้งใจว่าจะเขียนบล็อกเรื่องนี้ เพราะเราสนใจเหตุการณ์นี้มาตั้งแต่ที่เริ่มได้ข่าวแล้ว แต่ด้วยความที่เราก็ไม่ใช่บุคลากรในวงการแพทย์ ก็เลยไม่สามารถบอกรายละเอียดอะไรได้มาก จนกระทั่งมันเกิดการระบาดอย่างจริงจังนี่แหละ นี่เลยเป็นบล็อกแรกของเราเกี่ยวกับเรื่องนี้ และเราจะพยายามอัพเดทเหตุการณ์และบันทึกเรื่องราวต่างๆที่สำคัญไว้ เพื่อวันหนึ่ง มันอาจจะเป็นบันทึกส่วนตัวที่เรากลับมาอ่านได้

ขอเล่าคร่าวๆ เพื่อเราจะไม่ได้ไม่งง หรือจำรายละเอียดบางอย่างไม่ได้เวลากลับมาอ่านในอนาคต คือไวรัสนี้ ยังไม่มีใครรู้แน่ว่ามันมีจุดเริ่มต้นจากอะไร แต่ที่แน่ๆ ไวรัสโคโรน่าที่เป็นต้นเหตุของเชื้อ MARS และ MERS นั้นมีจุดกำเนิดมาจากค้างคาว (ข้อมูลนี้เราเคยอ่านผ่านๆ แต่ไม่แม่น และนี่คือบล็อกส่วนตัว เราเลยไม่ซีเรียสเรื่องความแม่นยำของข้อมูลมาก ถ้าใครผ่านมาอ่านเจอ อย่าลืมหาข้อมูลเพิ่มด้วยนะ) ดังนั้น เลยเป็นที่คาดการณ์กันว่า ไวรัสนี่จะมีจุดกำเนิดมาจากแหล่งเดียวกัน โดยเฉพาะอย่างย่ิง แหล่งระบาดแรกสุดนั้น เกิดขึ้นในกลุ่มคนที่มีความเกี่ยวข้องกับตลาดค้าสัตว์ป่าที่เมืองอู่ฮั่น ประเทศจีน มันเลยมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นไปอีกว่า อาจจะเป็นค้างคาว ที่เป็นต้นกำเนิดของไวรัสชนิดนี้

ช่วงแรกของการระบาดนั้น ทุกคนยังคิดว่าไกลตัว เรายังจำได้ ช่วงปลายปี เรายังเฮฮาอยู่เลย แม้ว่าตอนนั้น เราจะเคยคิดซื้อหน้ากากจำนวนมากตุนไว้ เพราะรู้ว่าจะมีปัญหาเรื่องฝุ่น PM2.5 แน่นอนก็ตาม (ตอนนี้โคตรเสียใจเลยที่ไม่ได้ตุนไว้) ปีใหม่ เราก็ไปดำน้ำที่เกาะจาน กางเต๊นท์แคมป์ปิ้งนอน พลางคุยกับเพื่อนว่า เนี่ย เดี๋ยวเราฝึกไว้ ถ้ามีสงครามหรือมีภัยพิบัติ เราจะมากางเต๊นท์นอนเอาตัวรอดแบบในหนัง (ตอนนั้นมีข่าวสหรัฐฯจะมีสงครามกับอิหร่าน ซึ่งคนกลัวว่าจะลามไปเป็นสงครามโลกครั้งที่ 3)

Embed from Getty Images

ไวรัสนี้ ติดต่อผ่านทางเดินหายใจ หรือผู้คนสัมผัสเชื้อ และเอาเข้าปาก ขยี้ตา โดยไม่รู้ตัว ซึ่งไวรัสจะเน้นโจมตีที่เซลล์ปอด หัวใจ ทำให้ผู้ป่วยมีอาการทางปอด ปัญหาคือ ผู้ป่วยสามารถติดเชื้อและแพร่เชื้อได้ในทันที โดยไม่แสดงอาการ ซึ่งระยะเวลาการติดเชื้อและไม่แสดงอาการนั้น นานถึง 14 วัน (เคยมีเคสสูงสุดอยู่ที่ 29 วัน) และใน 14 วันนี้แหละ ที่ผู้ป่วยเอาเชื้อไปติดคนอื่นต่อได้โดยไม่รู้ตัว

และนั่นทำให้ไวรัสนี้ระบาดไปทั่วโลก

ยอดผู้ป่วยและเสียชีวิตล่าสุด จากเว็บไซต์องค์กรอนามัยโลก ข้อมูลวันที่ 24 มีนาคม 2020 คือ ติดเชื้อนี้แล้ว 334,981 คน เสียชีวิต 14,652 โดยมี 190 ประเทศที่มีการระบาด หนักที่สุดคือ จีน, อิตาลี, อิหร่าน, สเปน

ตอนนี้ทุกประเทศได้รับผลกระทบกันหมด รัฐบาลของแต่ละประเทศทั่วโลกต่างออกมาตรการเพื่อให้ประชาชนอยู่บ้านให้ได้มากที่สุด แยกตัวออกจากสังคม เพื่อลดโอกาสแพร่เชื้อให้คนอื่น ซึ่งในประเทศไทยเอง เมื่อ 2 วันที่ผ่านมา เพิ่งมีคำสั่งจากผู้ว่ากทม. ปิดทุกห้างจนถึง 12 เมษายน โดยเปิดแค่โซนซุปเปอร์มาร์เก็ต และพวกร้านที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตเท่านั้น และมีข่าวลือว่า วันนี้ (24 มีนาคม 2020 ขณะที่เขียนอยู่นี้คือเวลา 04:11น.) จะมีประกาศเคอร์ฟิว จำกัดการออกจากบ้าน หรือมาตรการอื่นๆ

ต่อไปนี้คือข้อสรุปคร่าวๆของสถานการณ์นี้

  • ไวรัสเริ่มระบาดที่จีน ผ่านไป 4 เดือน ตอนนี้ระบาดไปทั่วโลกแล้ว
  • ไวรัสติดต่อได้ทางลมหายใจ ละอองน้ำลาย สารคัดหลั่ง และการสัมผัส
  • ไวรัสมุ่งทำลายปอด ทางเดินหายใจ หัวใจ
  • อัตราการเสียชีวิตของผู้ป่วยที่อายุเกิน 60 ปีนั้นมากที่สุด
  • ใน 100% ของผู้ติดเชื้อ 80% จะหายไปเอง 20% จะอาการหนัก และ 5% จะเข้าห้อง ICU โดยมีอัตราการเสียชีวิตอยู่ที่ 4.37%
  • การระบาดเยอะที่สุดอยู่ที่จีน อิตาลี อิหร่าน สเปน และในยุโรป ตัวเลขกำลังพุ่งขึ้นเรื่อยๆ
  • คาดการณ์ว่า วัคซีนจะใช้ได้ในราวปีหน้า ตอนนี้ทดลองกันหลายประเทศแล้ว
  • สังคมเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง ถนนในเมืองสำคัญของโลกโล่งมาก ปารีส ลอนดอน อัมสเตอร์ดัม โรม เวนิช ปักกิ่ง กรุงเทพฯ ฯลฯ เพราะมาตรการ Social Distancing
  • Social Distancing คือมาตรการที่จะเพิ่มระยะห่างทางสังคม พูดง่ายๆว่า เราจะอยู่ห่างจากคนอื่นอย่างน้อย 1-2 เมตรเพื่อลดโอกาสแพร่เชื้อให้แก่กันนั่นแหละ
  • นั่นหมายความว่า ในช่วงนี้ ห้ามไปเจอเพื่อน ห้ามไปดูหนัง ห้ามไปงานคอนเสิร์ต ห้ามประชุม ฯลฯ
  • ผู้คนเริ่มหันมาทำงานที่บ้านแทน
  • ตลาดหุ้นตกหนัก เศรษฐกิจย่อยยับ
  • นอกเหนือจากสถานการณ์ด้านสุขภาพแล้ว สถานการณ์ด้านเศรษฐกิจก็วิกฤติไม่แพ้กัน
  • ธุรกิจด้านการท่องเที่ยวล้มอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน หลายสายการบินต้องยกเลิกเที่ยวบิน บางสายการบินจ้างพนักงานออก แม้กระทั่งนักบินก็ตกงาน
  • แต่ละประเทศมีมาตรการปิดประเทศ เท่าที่รู้คือ จีน ห้ามเข้าออก, มาเลย์เซีย เคอร์ฟิว, ไทย เข้าประเทศได้ แต่เรื่องเยอะสัสๆ ต้องมีใบรับรองตรวจเชื้อโควิด-19 ซึ่งไม่มีใครสามารถหาทางตรวจได้ ณ ตอนนี้, เนเธอร์แลนด์ ห้ามเข้าออก, อิตาลี ห้ามเข้าออก ฯลฯ
  • เป็นที่คาดการณ์กันว่า หลังวิกฤติครั้งนี้ เศรษฐกิจจะพังย่อยยับอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนแน่นอน

นี่คือเหตุการณ์ที่ใหญ่ในระดับเดียวกับสงครามโลก เป็นเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ที่โลกต้องบันทึกไว้ เราไม่รู้ว่า เราจะมีชีวิตอยู่รอดจนจบวิกฤติครั้งนี้มั้ย แต่เราหวังว่า ในอนาคต วันหนึ่งเราจะมองย้อนกลับมาดูมาอ่านบันทึกนี้ได้